EP3/3 Sapporo : สัมผัสหิมะบน Mt.Asahidake แวะกินเนื้อแกะเจงกิสข่าน!

EP3/3 Sapporo : สัมผัสหิมะบน Mt.Asahidake แวะกินเนื้อแกะเจงกิสข่าน!

 

DAY #3
ไปสัมผัสหิมะก่อนใคร บน Mt.Asahidake!

เช้านี้.. จะออกนอกเมืองไปเล่นหิมะบน Mt.Asahidake

ช่วงปลายเดือนตุลาคมของทุกปี เกาะฮอกไกโด ก็เริ่มมีหิมะตกแล้ว โดยเฉพาะที่ยอดเขาของ Mt.Asahidake จะเป็นที่แรกๆ ที่มีหิมะตกเลยครับ ใครอยากมาสัมผัสหิมะก่อนใคร ก็ต้องลองมาที่นี่เลย

Mt.Asahidake เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะฮอกไกโด ซึ่งมีความสูงถึง 2,290 เมตร นักท่องเที่ยวที่ชอบความเป็นธรรมชาติจะต้องถูกใจที่นี่อย่างแน่นอน เพราะมีเส้นทางเดินชมศึกษาธรรมชาติ ทั้งแบบระยะใกล้ และระยะไกล โดยนิยมมาเที่ยวกันในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีใน เดือนกันยายน-เดือนตุลาคม และที่ยอดเขานี้จะเริ่มมีหิมะปกคลุมในช่วงปลายเดือนตุลาคม ซึ่งจะมีหิมะตกเป็นที่แรกๆ ของฮอกไกโดเลยครับ

 

เนื้อหารีวิวนี้แบ่งเป็นทั้งหมด 3 ตอน คือ

 

การเดินทาง ไป Mt.Asahidake

  • ช่วงที่ 1 JR Sapporo Station – JR Asahikawa Station นั่งรถไฟ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
  • ช่วงที่ 2 Asahikawa Station – Ropeway Station นั่งรถบัส ราคา 1,430 บาท/เที่ยว(รถบัสวิ่งวันละ 4 เที่ยว) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
  • ช่วงที่ 3 Ropeway Station – Mt.Asahidake ขึ้นกระเช้า ราคาไป-กลับ 2,900 เยน(ช่วงเดือนมิถุนายน – กลางเดือนตุลาคม) และ 1,800 เยน(ช่วงกลางเดือนตุลามคม – เดือนพฤษภาคม)

 

ออกเดินทาง ไป Mt.Asahidake

วันนี้.. อากาศยังคงดูอึมครึมอยู่เหมือนเดิม ไม่มีฝนตก แต่มีเมฆมาก ผมมาเริ่มต้นการเดินทางที่ สถานี JR Sapporo เพื่อไปยังจุดหมาย ที่ สถานี JR Asahikawa ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

เมื่อถึง สถานี JR Asahikawa ก็เดินออกมาหน้าสถานี เพื่อไปยัง ป้ายจอดรถบัส หมายเลข 9

ป้ายจอดรถบัส หมายเลข 9 เป็นจุดจอดรถบัสที่จะพาไปยัง Mt.Asahidake Ropeway Station ซึ่งขณะนี้เริ่มมีคนมารอรถกันอยู่พอสมควรเลยครับ

ตารางรถบัส ระหว่าง สถานีรถไฟ JR Asahikawa – Mt.Asahidake Ropeway Station มีรถวิ่ง 4 เที่ยวต่อวัน ต้องบริหารเวลาให้ดี ทั้งขาไป และ ขากลับนะครับ โดยผมได้เดินทาง ขาไป เวลา 09.41 น. และ ขากลับ เวลา 15.30 น. มีเวลาเที่ยวอยู่ที่ Mt.Asahidake ประมาณ 4 ชั่วโมง ครับ (ใครอยากอยู่นานกว่านั้นก็รอกลับรถเที่ยวสุดท้ายก็ได้นะ) ราคาค่าโดยสาร 1,430 บาท/เที่ยว

รถบัสออกตรงเวลา พาไปยังจุดหมาย ค่อยๆ ไต่ระดับความสูงไปทีละนิด ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

พอเริ่มใกล้ถึงจุดหมาย ก็เริ่มจะเห็นหิมะปกคลุมตามถนน และรถก็มาส่งถึงที่ สถานีขึ้นกระเช้า Ropeway เป็นป้ายสุดท้าย

พอก้าวขาลงจากรถบัส ก็ได้สัมผัสกับความหนาวอย่างเต็มที่ บริเวณโดยรอบ สถานี Ropeway ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนเลย ได้ข่าวว่า.. ที่นี่เพิ่งเริ่มมีหิมะตกลงมาแค่ไม่กี่วันเองครับ

ขอเดินเล่นชมบรรยากาศบริเวณโดยรอบสักหน่อย

บรรยากาศแถวนี้ดูสงบเงียบดีครับ

เดินเล่นอยู่สักพัก ก็ขอเข้าไปในอาคารของสถานี ดีกว่าครับ ซึ่งภายในสถานี ก็มีร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหาร มาหาอะไรรองท้องก่อนขึ้นกระเช้าก็ได้ครับ

พอดีผมเก็นเมนู ไส้กรอกเนื้อกวาง ตามที่แปลความหมายได้จากหน้าเมนู ก็เลยต้องขอชิมหน่อย อันใหญ่ดี รสชาติใช้ได้เลย!

จากนั้น ก็เดินขึ้นไปชั้น 2 เพื่อไปขึ้นกระเช้าครับ ระหว่างขึ้นบันไดไปชั้น 2 ก็จะเห็นตัวอักษรภาษาต่างๆ บนขั้นบันได เป็นข้อความต้อนรับ

 

มาที่ จุดจำหน่ายตั๋ว ขึ้นกระเช้าครับ ราคาไป-กลับ 2,900 เยน(ช่วงเดือนมิถุนายน – กลางเดือนตุลาคม) และ 1,800 เยน(ช่วงกลางเดือนตุลามคม – เดือนพฤษภาคม) ตรงจุดนี้จะมีป้ายติด แสดงอุณหภูมิ ความเร็วลม ความหนาของหิมะ และ จอแสดงทัศนวิสัยบนยอดเขา แบบ Realtime อีกด้วย

ช่วงนี้คนค่อนข้างน้อย ได้ขึ้นกระเช้าเหมือนได้เหมารอบเลย ซึ่งกระเช้าจะขึ้นลงทุกๆ 15-20 นาที(แล้วแต่ฤดูกาล)

กระเช้าจะค่อยๆ เคลื่อนผ่านยอดต้นสนที่ขณะนี้เริ่มมีหิมะปกคลุม

ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ยิ่งเริ่มเจอหิมะมากขึ้น กระเช้ามาหยุดอยู่ที่สถานีบนสุด เดินออกมาข้างนอกนี่รู้สึกหนาวมากเลยครับ 55+

มาถึงด้านบน หิมะก็กำลังตกหนักพอดี พร้อมกับกระแสลมที่โชยมาเป็นระยะ

พนักงานที่ดูแล จะแนะนำเส้นทางเดินในบริเวณนี้ ซึ่งสามารถเดินได้ครบรอบในระยะเวลา 1 ชั่วโมง แต่ดูจากสภาพอากาศด้านนอก ท่าทางจะไม่ไหวแน่ๆ ขอแค่ออกไปเดินดูในระยะใกล้ๆ นี้ก็พอครับ

สามารถเดินไปตามทางเดินเส้นทางที่กำหนดไว้

หิมะโปรยปรายมาตลอดเวลา แถมมีลมแรงอีกต่างหาก พัดมาทีหน้าชาเลยทีเดียว

ลองเดินเล่นไปตามเส้นทางของเขาดูครับ เอาแค่ที่พอไปได้ มองไปทางไหนก็ขาวไปหมดเลย..

ขอสัมผัสหิมะสักหน่อย เป็นหิมะที่ตกเป็นที่แรกๆ ของฮอกไกโด

รู้สึกจะค่อยๆ ทับถมกันหนาขึ้นเรื่อยๆ

หิมะเกาะตามต้นไม้ระหว่างทาง

เดินเล่นหิมะจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็หลบหนาวเข้ามาหาไออุ่น ใน สถานี Ropeway เหมือนเดิมครับ มากดเครื่องดื่มร้อนๆ นั่งชมวิวหิมะตกข้างนอกอยู่สักพัก ก็ได้เวลาเดินทางกลับเข้าเมืองซัปโปโร ตามเดิม..

 

เจงกิสข่าน ปิ้งย่างเนื้อแกะ มาซัปโปโรต้องลอง!

เดินทางกลับมาถึงในเมือง ซัปโปโร ก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี..

มื้อนี้.. จะไปลองชิมเมนู “เจงกิสช่าน” หรือ “เนื้อแกะ” ครับ ที่เขาว่ากันว่า.. เป็นเมนูขึ้นชื่อของที่นี่ ใครมาเที่ยวซัปโปโรก็ต้องมาลองชิมครับ ซึ่งก็มีหลายร้านในซัปโปโร แต่ผมขอเลือก ร้าน Juttetsu ที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงแรม HOTEL MYSTAYS Sapporo Susukino ที่ผมพักครับ

พอเข้ามาในร้านก็จัดการสั่งอาหารได้ตามต้องการเลย พนักงานของร้านนี้ดูแลดี และเป็นกันเองครับ มีแนะนำเมนูและบางจังหวะก็มาคอยช่วยปิ้งย่างอีกด้วย

หน้าตาของเนื้อแกะ เจงกิสข่าน ดูน่ากินดี..

ลองสั่ง  เนื้อแกะ ในส่วนต่างๆ มาลองชิมดู ซึ่งก็เป็นการสั่งแบบมั่วๆ เหมือนเดิมครับ 55+

จะมีผักใส่ชามใบใหญ่ๆ มาให้ด้วย

นื้อแกะ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเลยครับ 55+

จะให้ดี ต้องสั่งเบียร์ มาตบท้ายด้วยสักหน่อย เพื่อความฟิน!

ในส่วนของรสชาติ ก็อร่อย เนื้อนุ่มดีมาก

 

รายละเอียดร้านอาหาร

  • ชื่อร้าน : Juttetsu
  • ที่อยู่ : 5 Chome Minami 7 Jonishi, Chuo Ward, Sapporo, Hokkaido 064-0807, Japan
  • พิกัด : https://goo.gl/maps/7uNcA2MRg6r
  • เวลาเปิด : 17.00 น. – 24.00 น.
  • โทร : +81 11-551-1011

“เจงกิสข่าน” ก็เป็นอีกมื้ออร่อย มื้อสุดท้าย ส่งท้ายทริปนี้ครับ ซึ่งคืนนี้ก็ต้องรีบเข้านอนพักผ่อน และรีบตื่นแต่เช้า เพราะต้องเตรียมเดินทางกลับสนามบินในไฟล์ทเช้าครับ

 

DAY #4
จาก Sapporo กลับ สนามบินนิวชิโตเสะ(New Chitose Airport) ด้วยรถบัส!

วันสุดท้ายที่ซัปโปโร ต้องตื่นเช้ามาก เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ซึ่งไฟล์ทกลับจะเช้ามาก ด้วย สายการบินแอร์เอเชียเอ็กซ์ (AirAsia X) เวลา 09.40 น. ต้องเผื่อเวลากลับไปสนามบินด้วย ตอนแรกผมกะว่าจะนั่งรถไฟกลับเหมือนตอนขาเข้ามาในเมือง แต่รถไฟเที่ยวแรกที่จะกลับไป สนามบินนั้น มีเที่ยวแรกสุดประมาณหกโมงเช้า และไหนต้องรอรถไฟใต้ดินวิ่งก่อนอีก เพราะต้องนั่งจาก สถานีรถไฟใต้ดิน Susukino ไป สถานี JR Sapporo ซึ่งค่อนข้างจะเสียเวลาพอสมควร

แต่.. ก็มีวิธีที่สะดวกและประหยัด คือ รถบัส ครับ สามารถนั่งจากย่าน Susukino ไปได้เลย ตื่นเช้า ออกจากโรงแรมสักตีห้า เดินไปแยก Susukino แป้บเดียว จะเห็นป้ายรถเมล์ที่คนมารอต่อแถวขึ้นรถกันเพียบเลยครับ

ผมรีบมาต่อแถวรอเพื่อจะให้ทันรถเที่ยวแรก เวลา 05.24 น. นอกจากนี้ ก็มีเที่ยวรถให้เลือกอยู่หลายเที่ยวเหมือนกัน ค่าโดยสาร 1,030 เยน/เที่ยว

ดูเหมือนว่า.. รถเที่ยวแรกจะได้รับความนิยมมาก ครับ ขึ้นมาจนเต็มคันรถ และ ก็เต็มเบาะเสริมด้วย ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง ก็ถึงสนามบินแล้วครับ

เมื่อถึงสนามบินแล้ว ก็ไปทำการ เช็คอิน โหลดสัมภาระ ให้เรียบร้อย และยังเหลือเวลาให้พอซื้อของฝากในสนามบินก่อนขึ้นเครื่องอีกด้วย

ทริปนี้.. ก็ได้ไปเที่ยว “ซัปโปโร” แบบสั้นๆ ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ได้เจอทั้งใบไม้เปลี่ยนสี และ หิมะ ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ ถ้ามีโอกาส ผมต้องไปเที่ยว ซัปโปโร อีกแน่นอน จากเหตุผลหลายๆ อย่าง ผมรู้สึกว่า.. ชอบเมืองนี้ครับ คงได้เจอกันอีกครั้งเร็วๆ นี้ครับ!

 

#ไปซัปโปโรไปกับแอร์เอเชีย
#ไปซัปโปโรไปกับไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์
#AirAsiaTravels
#CHAILAIBACKPACKER

Comments

Share Button