รีวิว เที่ยวญี่ปุ่น 2022 : ฟุกุโอกะ – นางาซากิ – เบปปุ

SHARE!

เที่ยวญี่ปุ่น แบบ Update 2022 ฉบับต้องไปเที่ยวกับทัวร์ เส้นทาง Kyushu ฟุกุโอกะ – นางาซากิ – เบปปุ เดินทางยังไง? ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง? ..เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังกัน

ญี่ปุ่น ห่างหายไปนานกว่า 2 ปี ในที่สุด.. ก็ได้ไปเที่ยวสักทีครับ ซึ่งปกติผมชอบที่จะวางแผนไปเที่ยวเองเสียมากกว่า แต่ในการเที่ยว “ญี่ปุ่น” ในช่วงแรกที่เปิดให้เที่ยวนี้ ยังไงก็จำเป็นต้องไปกับทัวร์เท่านั้น ผมจึงได้จองทัวร์ ลองไปร่วมทริปด้วยตัวเองจริงๆ แล้วมาแบ่งปันประสบการณ์กันครับ

เที่ยวญี่ปุ่น 2022 ประเดิมทริปเปิดประเทศทริปแรกนี้ ผมเลือกจองทัวร์โปรแกรมเส้นทาง Fukuoka – Saga – Nagasaki – Oita(Beppu) แบบ 5 วัน 3 คืน ด้วยความที่ชอบแถบๆ “ฟุกุโอกะ” อยู่แล้ว ก็ไม่ลังเลเลยครับ ขอจัดอีกสักรอบ ซึ่งตามโปรแกรมที่ออกมาเป็นเส้นทางที่พาวนเที่ยวถึง 4 จังหวัด(Fukuoka, Saga, Nagasaki, Oita) มีรถบัสแอร์เย็นๆ พาเที่ยวตามโปรแกรมทุกที่ พร้อมบริการอาหาร (บางมื้อก็เลือกกินเองอิสระ) และ ที่น่าสนใจ คือ โปรแกรมนี้ มี รวมค่า ERFS และ ค่ายื่นวีซ่า ให้ด้วย

เมื่อได้เลือกเส้นทาง และช่วงเวลาที่เหมาะๆ ได้แล้ว ก็ชำระค่าทัวร์ หลังจากทางทัวร์ได้รับเรียบร้อย ก็จะขอหน้า Passport และเอกสารต่างๆ ในการขอวีซ่า เราก็ส่งไปให้ทางทัวร์ตามลิสเอกสารต่างๆ ที่ขอมา ซึ่งทัวร์ก็จะจัดการเรื่องยื่นวีซ่าให้ทั้งหมด สะดวกดี เราก็มีหน้าที่แค่รอไปเที่ยวครับ


UPDATE! (1 พ.ย. 2565)

ญี่ปุ่นเดินทางเที่ยวเองได้แล้ว ไม่ต้องยื่นขอวีซ่าแล้ว วางแผนเที่ยวได้เอง ซื้อ Pass เดินทางเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปกับทัวร์แล้วนะครับ!

 

PASS ที่เกี่ยวข้องสำหรับท่องเที่ยวใน FUKUOKA(KYUSHU)

 

ท่องเที่ยวทั่ว ประเทศญี่ปุ่น ด้วยบัตร JR Pass สำหรับทุกภูมิภาคในประเทศญี่ปุ่น (7, 14 หรือ 21 วัน) คลิกซื้อที่นี่!

พาสสุดคุ้มที่จะพาไปท่องเที่ยวทั่วญี่ปุ่น สามารถซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ตามลิงค์ด้านบน ได้เลยครับ!


ขั้นตอนการยื่นขอ วีซ่าท่องเที่ยวญี่ปุ่น

การวางแผน “เที่ยวญี่ปุ่น” ผมใช้เวลาเตรียมตัวค่อนข้างนานพอสมควรเลย อย่างที่ทราบกันดีครับว่า.. เงื่อนไข และขั้นตอนในการทำเรื่องยื่นวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวนั้น อาจจะดูวุ่นวายไปสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเอกสารต่างๆ (ที่เหมือนได้ย้อนกลับไปในช่วงที่ต้องขอวีซ่าเมื่อหลายปีก่อน) แต่ถ้าเอกสารครบสมบูรณ์ ก็ผ่านได้ง่ายๆ ไม่ยากเลย

“ญี่ปุ่น” เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 10 มิถุนายน 2565 โดยประเทศไทยจัดอยู่ใน กลุ่มประเทศสีน้ำเงิน(เสี่ยงต่ำ) ไม่จำเป็นต้องแสดงประวัติการฉีดวัคซีน และไม่ต้องกักตัว ณ จุดนี้ จะฉีดยี่ห้ออะไรมา เขาก็ไม่ดูแล้วครับ

  • ในการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ต้องเดินทางผ่านรูปแบบทัวร์ที่มีไกด์เท่านั้น (บริษัททัวร์ที่ได้รับรองจากประเทศญี่ปุ่น) สามารถไปเลือกโปรแกรมทัวร์ ของบริษัทนำเที่ยวตามต้องการ อยากไปเที่ยวเส้นทางไหนก็จองโปรแกรมนั้นล่วงหน้าไว้ได้เลย
  • แม้ผมจะชอบวางแผนเที่ยวเอง ชอบไปเที่ยวแบบอิสระ แต่อยากเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงแรกๆ นี้ ก็ต้องไปกับทัวร์เท่านั้นครับ(ห่างหายไป 2 ปีกว่าแล้วนะ รอบนี้ขอไปให้หายคิดถึงสักหน่อยก่อน Free Visa เมื่อไรไว้กลับไปอีกหลายๆ รอบเลย ^^ )
  • เมื่อจองทัวร์ตามโปรแกรมเส้นทางที่อยากไปเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมเอกสารส่งให้กับบริษัททัวร์ สำหรับยื่นขอ VISA ท่องเที่ยวญี่ปุ่นเป็นลำดับต่อไป

 

เอกสารที่ต้องเตรียมในการยื่นขอ VISA ท่องเที่ยวญี่ปุ่น (ข้อมูล : กรกฎาคม 2565)

  • หนังสือเดินทาง(ตัวจริง)
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • ทะเบียนบ้าน(ตัวจริง) และ สำเนา
  • หนังสือรับรองการทำงาน(ออกไม่เกิน 3 เดือน – อาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ สามารถเขียนหนังสืออธิบายที่มาของรายได้ เป็นภาษาอังกฤษ)
  • Statement ย้อนหลัง 6 เดือน(ออกโดยธนาคาร มีลายเซ็นและตราประทับจากธนาคาร)
  • รูปถ่าย 2 นิ้ว(พื้นขาว) จำนวน 1 รูป

และ กรอกข้อมูลลงในเอกสาร

  • แบบสอบถามเพื่อการยื่นวีซ่า (ทางทัวร์จัดการให้ – แค่เซ็นชื่ออย่างเดียว)
  • ใบมอบอำนาจ (ทางทัวร์จัดการให้ – แค่เซ็นชื่ออย่างเดียว)

สำหรับ ขั้นตอนการยื่นขอ VISA ท่องเที่ยวญี่ปุ่น และ การลงทะเบียน ERFS สามารถเตรียมข้อมูลและเอกสารทั้งหมดข้างต้น ส่งให้ทางบริษัททัวร์ดำเนินการให้ได้ครับ(เอกสารอาจจะดูมากมายวุ่นวายไปนิด) โดยจะมีระยะเวลาในการยื่นขอวีซ่า อย่างน้อย 5 วันทำการ

 

ก่อนออกเดินทาง (72 ชั่วโมง)

  • ตรวจ RT – PCR ภายใน 72 ชั่วโมง ก่อนเดินทาง โดยใช้ใบรับรองแบบฟอร์มของญี่ปุ่น (ต้องมีลายเซ็นและตราประทับของโรงพยาบาล)
  • ดาวน์โหลด App MySOS ตอบแบบสอบถาม / ลงทะเบียนใบรับรองผลตรวจเป็นลบ
    ลงทะเบียนเว็บไซต์ Visit Japan รับ QR Code

เอกสารสำหรับการเช็คอิน

  • วีซ่าญี่ปุ่น
  • ใบรับรองผลการตรวจ RT – PCR (72 ชั่วโมง)
  • App MySOS (หน้าจอสีน้ำเงิน)

เมื่อเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น

  • วีซ่าญี่ปุ่น
  • ผลตรวจ RT – PCR (72 ชั่วโมง)
  • App MySOS (หน้าจอสีน้ำเงิน)
  • QR Code (เว็บไซต์ Visit Japan)

Remark : “ญี่ปุ่น” กลับมาเปิดให้เที่ยวแล้ว แต่ต้องเดินทางในรูปแบบทัวร์ มีไกด์นำเที่ยวตามโปรแกรมทัวร์เท่านั้น และต้องทำวีซ่าก่อนเข้าประเทศ ซึ่งผมก็ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมเอกสารยื่นวีซ่า และการดูแลอย่างดีตลอดการเดินทาง จาก Nidnoi Travel และ GS GROUP ที่มีโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นให้เลือกอยู่หลายเส้นทาง พร้อมบริการยื่นขอวีซ่าครบทุกขั้นตอน สะดวกดีครับ

 

DAY1 : BANGKOK – FUKUOKA

เริ่มต้น ออกเดินทาง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ตามเวลานัดหมาย 21.30 น. โดยมีพนักงานของทัวร์มารอต้อนรับ และคอยอำนวยความสะดวกในการเช็คอิน โหลดสัมภาระ พร้อมแสดงเอกสารสำคัญต่างๆ ได้แก่ วีซ่าญี่ปุ่น, ใบรับรองผลการตรวจ RT – PCR (72 ชั่วโมง), App MySOS (หน้าจอสีน้ำเงิน)

ทริปนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีกว่า ที่ผมจะได้เดินทางไปเที่ยว “ญี่ปุ่น” ก็ตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ ตื่นเต้นเหมือนตอนไปครั้งแรกเลย

ซึ่งครั้งนี้ ผมเดินทางด้วยสายการบิน Vietjet จาก กรุงเทพฯ บินตรงสู่ “ฟุกุโอกะ” (Fukuoka) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเปิดให้บริการ ตั้งแต่ 16 ก.ค. 2565 โดยทำการบิน 3 เที่ยวบิน/สัปดาห์(วันจันทร์ พุธ และเสาร์) https://th.vietjetair.com/

วันจันทร์ และพุธ

  • VZ810 BKK – FUK : 00.45 – 08.10
  • VZ811 FUK – BKK : 09.10 – 12.50

วันเสาร์

  • VZ810 BKK – FUK : 02.05 – 09.30
  • VZ811 FUK – BKK : 10.30 – 14.10

เนื่องจากเอกสารค่อนข้างจะวุ่นวาย แนะนำให้เตรียมทุกอย่างมาให้พร้อมครับ โดยเฉพาะ App MySOS ควรลงข้อมูลให้เสร็จเรียบร้อยก่อนมาถึงสนามบินจะดีมากเลย ถ้าลงไว เสร็จไว ทุกอย่างครบ ก็จะเช็คอินได้เร็ว พร้อมออกเดินทาง

เส้นทาง กรุงเทพฯ – ฟุกุโอกะ จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง เป็นไฟล์ทที่ออกดึก ถึงเช้า ไปถึงปลายทางก็พร้อมเที่ยวต่อได้เลยครับ

 

DAY2 : FUKUOKA – SAGA – NAGASAKI

แสงอาทิตย์ของวันใหม่ ส่องผ่านหน้าต่างเครื่องบินเข้ามา เป็นสัญญาณว่าใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว รู้สึก.. ตื่นเต้นดีนะ ที่จะได้กลับมาเยือน “ญี่ปุ่น” อีกครั้ง

เมื่อเครื่องบินลงจอดที่ สนามบินฟุกุโอกะ(Fukuoka Airport) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ยังมีอีกหลายด่านในการคัดกรองเข้าประเทศ โดยจะต้องเตรียมเอกสารให้พร้อมแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ได้แก่ วีซ่าญี่ปุ่น, ผลตรวจ RT – PCR (72 ชั่วโมง), App MySOS (หน้าจอสีน้ำเงิน), QR Code (เว็บไซต์ Visit Japan) โดยในแต่ละจุด จะมีช่องทางสำหรับเดินวนไปมา ซึ่งใช้เวลาอยู่พอสมควรเลยครับ

หลังจากผ่านขั้นตอนทั้งหมดแล้ว ก็ได้เวลาเที่ยวสักที โดยจะมี รถบัสนำเที่ยว เป็นพาหนะในการเดินทาง และมีไกด์คอยดูแลอย่างดีตลอดโปรแกรมทัวร์

ผมนั่งมองออกไปข้างนอก เห็นวิวบ้านเรือน และธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่น รู้สึกว่า..บรรยากาศแบบนี้ที่ห่างหายไปนาน วันนี้.. ได้กลับมาเที่ยวแล้วนะ!

 

SYABU – YO | ชาบูบุฟเฟ่ต์

จาก สนามบิน Fukuoka Airport เดินทางเข้าสู่ จังหวัดซากะ(Saga) ก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี ซึ่งทางทัวร์ก็จะพาแวะทานมื้อเที่ยง เป็นเมนู ชาบูแบบบุฟเฟ่ต์ ที่รวมอยู่ในราคาทัวร์แล้วครับ

SYABU – YO (しゃぶ葉 佐賀大和店) ร้านชาบูบริการ แบบบุฟเฟ่ต์ ภายในร้านมีส่วนของโต๊ะสำหรับนั่งทาน และเคาเตอร์สำหรับวางวัตถุดิบต่างๆ ให้ลูกค้าบริการตัวเอง มาตักได้ตามสบาย และ สามารถสั่งเนื้อต่างๆ ได้ผ่านหน้าจอ โดยมีหุ่นยนต์ มาเสิร์ฟตามโต๊ะอีกด้วย

รสชาติของชาบู อร่อยดีครับ ร้านนี้รู้สึกคนญี่ปุ่นเองก็จะเข้ามาทานเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะเด็กนักเรียน มานั่งในร้านหลายกลุ่มเลย

หลังจาก อิ่ม อร่อย แบบจุกๆ กับ ชาบูบุฟเฟ่ต์ แล้ว ก็ได้เวลาออกไปเที่ยวกันครับ

 

YUTOKU INARI SHRINE | ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ

ซากะ (Saga) เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีที่เที่ยวน่าสนใจ(ประกอบกับเคยดูซีรีส์ Stay ซากะ…ฉันจะคิดถึงเธอ แล้วบรรยากาศสวยมาก ^^ ) เลยตั้งใจว่าจะมาเที่ยว หลังจากที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศ แต่..วันนี้ก็ได้มีโอกาสแค่แวะมาแบบแป้บๆ ครับ เนื่องจากเดินทางมาแบบทัวร์ต้องไปตามโปรแกรมทัวร์ที่เขากำหนด ก็ถือว่ามา.. สำรวจสักหน่อยก่อน เดี๋ยวเปิดเที่ยวเองได้อิสระเมื่อไร จะมาเก็บจังหวัด Saga นี้แบบเต็มๆ แน่นอน

ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ (YUTOKU INARI SHRINE) ศาลเจ้าของศาสนาพุทธนิกายชินโต สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1688 ถือเป็นศาลเจ้าอินาริที่มีความสำคัญและขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น รองมาจากศาลเจ้า Fushi-mi Inari Shrine ใน Kyoto และศาลเจ้า Kasama Inari Shrine ใน Ibaraki

ศาลเจ้าแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ผู้ประทานผลผลิตทางการเกษตรให้อุดมสมบูรณ์ จึงมีผู้คนนิยมเข้ามาสักการะขอพร เพื่อให้การทำการเกษตร การเก็บเกี่ยวพืชผล ตลอดจนการดำเนินธุรกิจต่างๆ สำเร็จไปได้ด้วยดี

เมื่อเดินทางมาถึง “ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ” ด้านหน้าจะมีสะพานสีแดงข้ามไปยังฝั่งตัวศาลเจ้า สามารถมองเห็นความอลังการของตัวศาลเจ้าสีแดงขนาดใหญ่ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ

เมื่อเดินขึ้นไปด้านบนของตัวศาลเจ้า ก็จะพบกับจุดชมวิวที่น่าสนใจอีกหนึ่งจุดครับ แต่แนะนำว่าควรมาเที่ยว ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี หรือ ช่วงที่ดอกซากุระบาน จะเจอวิวที่สวยงามแบบสุดๆ กว่าช่วงหน้าร้อนที่ผมได้มาเที่ยวในตอนนี้

“ศาลเจ้ายูโทคุอินาริ” คนไทยเราคงคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้างเนอะ เพราะเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากหนึ่งใน ละครกลกิโมโน และฉากตอนจบของ ซีรีส์ Stay ซากะ…ฉันจะคิดถึงเธอ ก็ถ่ายทำที่นี่เช่นกัน

อย่าลืม!! ใครสายมู มาถึงที่แล้ว ก็สามารถหาซื้อเครื่องรางติดตัวกลับไป เพื่อให้มีความโชคดี สมหวังตามความปรารถนาครับ

 

Nagasaki Atomic Bomb Museum | พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ

เดินทางเข้าสู่ นางาซากิ(Nagasaki) จังหวัดที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจมากมาย ซึ่งหากย้อนเวลากลับไปใน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บนพื้นที่แห่งนี้ ได้ถูกระเบิดปรมาณูพังจนราบคาบ สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล

พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ(Nagasaki Atomic Bomb Museum) พิพิธภัณฑ์ที่ได้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ ระเบิดปรมาณูที่เกิดขึ้นในนางาซากิ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย วีดีทัศน์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ มาจัดแสดงให้ได้ชม เพื่อให้ตระหนักถึงภัยสงคราม และรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

เมื่อ วันที่ 6 สิงหาคม 1945 สหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณู ที่มีชื่อว่า “ลิตเติลบอย” (Little Boy) ที่ เมืองฮิโรชิม่า และหลังจากนั้นเป็นเวลา 3 วัน ใน วันที่ 9 สิงหาคม 1945 ก็ได้ทิ้งระเบิดปรมาณู ที่มีชื่อว่า “แฟตแมน” (Fat Man) ถล่มลงที่ เมืองนางาซากิ ในเวลา 11.02 น. โดยระเบิดถูกจุดชนวนที่ความสูง 500 เมตรเหนือพื้นดิน แรงระเบิดคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 75,000 คน และยังมีผู้ที่ถูกผลกระทบจากกัมตภาพรังสีอีกเป็นจำนวนมาก

ครั้งหนึ่ง ผมเคยมีโอกาสไปเที่ยวชม พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิม่า (Hiroshima Peace Memorial Museum) ในเมืองฮิโรชิม่า ซึ่งมีลักษณะการจัดแสดงที่คล้ายกันกับที่นี่ และให้ความรู้สึกที่หดหู่ใจไม่แพ้กันเลยครับ

สำหรับ พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ ภายในจะแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่

  • โซน AAugust 9, 1945. จัดแสดงภาพถ่าย สถานที่ บ้านเรือน ของเมืองนางาซากิ ก่อนที่จะโดนระเบิดปรมาณู โดยมีไฮไลท์ที่นาฬิกาแขวนผนังที่เวลาอยู่ที่ 11.02 น. ซึ่งเป็นเวลาของการระเบิด
  • โซน B – จัดแสดงภาพถ่าย และสิ่งของที่ถูกทำลายจากระเบิดปรมาณู
  • โซน C – จัดแสดงนิทรรศการวิวัฒนาการของระเบิดนิวเคลียร์
  • โซน DVideo Room จัดแสดงภาพยนตร์สารคดีที่เกี่ยวข้องกับระเบิดปรมาณูให้ผู้สนใจได้รับชม

ในแต่ละโซนที่ค่อยๆ เดินเที่ยวชม จะรับรู้ได้ถึงความโหดร้ายของภัยสงคราม ที่สร้างความสูญเสีย และทำร้ายผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก เป็นสถานที่ที่ช่วยเปิดประสบการณ์ และถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี ถ้าใครได้มีโอกาสมาเยือน “นางาซากิ” แนะนำควรมาเที่ยวชมที่นี่ครับ

 

Nagasaki Peace Park | สวนสันติภาพนางาซากิ

ไม่ไกลจาก พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ จะเป็นที่ตั้งของ สวนสันติภาพนางาซากิ(Nagasaki Peace Park) สวนสาธารณะบนเนินเล็กๆ ที่มีงานประติมากรรมจัดแสดงอยู่ตามจุดต่างๆ เพื่อสื่อถึงความปรารถนาในสันติภาพ ซึ่งสวนสาธารณะแห่งนี้ เป็น จุดศูนย์กลางของระเบิดปรมาณู

ภายใน สวนสันติภาพ มีรูปปั้นขนาดใหญ่ “รูปปั้นอนุสาวรีย์แห่งสันติภาพ” (Peace Statue) ความสูง 9.70 เมตร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนาของชาวเมืองนางาซากิเพื่อสันติภาพ ลักษณะของรูปปั้น มือขวา ชี้ไปยังสวรรค์สื่อความหมายถึง “ภัยจากระเบิดปรมาณู” และ มือซ้าย เหยียดยาวในแนวราบสื่อความหมายถึง “สันติภาพ” ส่วน ตาที่ปิดลง คือ “การอธิษฐานให้กับผู้ที่สูญเสีย”

“น้ำพุแห่งสันติภาพ” (Fountain of Peace) หน้าบริเวณทางเข้า สวนสันติภาพ สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหยื่อระเบิดปรมาณูที่กระหายน้ำจนเสียชีวิตน้ำพุถูกออกแบบเป็นรูปปีกนกพิราบ สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

“ระฆังแห่งสันติภาพ” (Nagasaki Peace Bell) สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่เด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยระเบิดปรมาณู ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ขาดแคลนน้ำ และกระหายน้ำจนเสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีงานประติมากรรมรูปปั้นอื่นๆ ที่สื่อความหมายถึง สันติภาพ และ ความสงบสุข ให้ได้เดินชม ในบรรยากาศที่ดูสงบเงียบ

 

Dormy Inn Nagasaki | ที่พักนางาซากิ

เข้าสู่ช่วงเย็น ก็ถึงเวลา เช็คอินเข้าที่พัก โดยที่พักของคืนแรกนี้ ทางทัวร์ได้จัดให้มาพักที่ Dormy Inn Nagasaki ที่พักนางาซากิ ตั้งอยู่ใกล้ย่าน Chinatown ใกล้แหล่งร้านค้า ร้านอาหาร และมี ร้านสะดวกซื้อ อยู่ที่ชั้นล่าง

Dormy Inn Nagasaki ภายใน ห้องพัก ที่ผมได้เข้าพักเป็นห้องแบบส่วนตัว มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้ง ทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ พักผ่อน เปิดแอร์เย็นๆ นอนได้อย่างสบาย

และมี ห้องน้ำ ในตัว ที่มี อ่างอาบน้ำ สำหรับแช่น้ำร้อนได้อย่างฟินๆ พร้อมอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำ สบู่ แชมพู มีให้ครบทุกอย่าง แบบว่า..แทบไม่ต้องพกอะไรมามากมายเลยครับ

สำหรับ อาหารเย็น ของวันนี้จะเป็น มื้ออิสระ ที่สามารถไปหาร้านอาหารทานเองได้ตามความชอบ ซึ่งทางทัวร์ก็ได้พาไปที่ ย่าน Hamamachi แหล่งรวมร้านอาหารที่อยู่ใกล้กับที่พัก หรือ ถ้าอยากลองหาอะไรทาน ย่าน Chinatown ก็อยู่ใกล้กับที่พักเช่นกัน โดย เมนูแนะนำของเมืองนางาซากิ ก็อย่างเช่น จัมปง, ซาระอุด้ง เป็นต้น

ถ้าหากได้พัก Dormy Inn Nagasaki แนะนำร้านขาย Kakuni Manju (มันจูไส้หมูสามชั้น) ที่อยู่ติดกัน ซึ่งเป็น เมนูเด็ดนางาซากิ หมูสามชั้นตุ๋นมาแบบนุ่มๆ หุ้มด้วยแป้งซาลาเปา เข้ากันได้อย่างดี กัดเข้าไปแทบละลายในปาก อย่างชอบเลย! อร่อยสุดๆ ขอจัดไปสองชิ้น แนะนำว่า.. ห้ามพลาดครับ

 

DAY3 : NAGASAKI – SAGA – OITA

นอนหลับสบายตลอดทั้งคืน ตื่นมากับเช้าวันใหม่ ชอบการตื่นนอน แล้วมานั่งชมบรรยากาศ วิวเมืองยามเช้าจากที่พักแบบนี้

หลังจาก แช่น้ำร้อนสบายๆ แต่งตัว เก็บของเรียบร้อย ก็ลงมาทาน อาหารเช้า ของที่พัก Dormy Inn Nagasaki มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลายดี รวมถึง “ซาระอุด้ง” (Sara Udon) เมนูขึ้นชื่อของนางาซากิด้วย ลองชิมแล้ว อร่อยดีนะ ต้องลอง

เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาขึ้นรถบัสไปเที่ยวกันต่อ โดยโปรแกรมทัวร์ในวันนี้ ช่วงเช้า จะยังวนเที่ยวอยู่ใน Nagasaki และ ช่วงบ่าย จะเดินทางต่อไปยัง Yufuin จังหวัด Oita ครับ

 

Meganebashi Brigde | สะพานแว่นตา

ออกจากที่พัก Dormy Inn Nagasaki มาไม่ไกลก็มาถึง “สะพานแว่นตา” แลนด์มาร์คของเมืองนางาซากิ

สะพานแว่นตาเมกาเนะบาชิ (Meganebashi Brigde) เป็นสะพานหินที่มีรูปทรงโค้ง สร้างข้ามแม่น้ำ Nakajima River ซึ่งเป็นแม่น้ำสายเล็กๆ ทอดตัวผ่านเมือง โดยลักษณะเด่นของสะพานแห่งนี้ คือ รูปทรงที่โค้งเหมือนครึ่งวงกลมติดกัน ซึ่งเมื่อมองที่ผิวน้ำจะสะท้อนมองเห็นคล้ายกับแว่นตา จึงเป็นที่มาของชื่อ “สะพานแว่นตา” นั่นเอง ถือเป็น จุดเช็คอินแลนด์มาร์คของเมืองนางาซากิ (Nagasaki) ที่ใครมาเยือนที่เมืองนี้ ก็ต้องมาเที่ยวชมกัน

บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำ Nakajima River น้ำในแม่น้ำใสสะอาด มองเห็นฝูงปลาคาร์ฟที่ว่ายวนเวียนไปมา

นอกจากนี้ บริเวณริมแม่น้ำก็สามารถมาลองเดิน “ตามหาหัวใจ” กับ Heart Stone หินรูปหัวใจที่ซ่อนตัวอยู่ตามแนวริมฝั่งของแม่น้ำ โดยมีความเชื่อว่า.. ถ้าได้อธิษฐานกับหินรูปหัวใจ จะส่งผลให้สมหวังในเรื่องความรักอีกด้วยนะ

 

Dejima Island | เกาะเดจิมะ

จากนั้น เดินทางมาต่อที่ “เกาะเดจิมะ” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก “สะพานแว่นตา” เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ

เกาะเดจิมะ(Dejima Island) เป็นเกาะเทียมที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อปี 1634 โดยการถมทะเลในอ่าวนางาซากิ ตัวเกาะมีรูปร่างเหมือนพัดแบบพับ โดยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 15,000 ตารางเมตร

สาเหตุในการสร้าง “เกาะเดจิมะ” ขึ้นมาก็ เพื่อป้องกันการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นโดยชาวโปรตุเกส และเพื่อเป็นการสอดส่องการค้าขายในช่วงที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ โดยกีดกันให้ชาวโปรตุเกสไปอาศัยอยู่ได้ เฉพาะบนเกาะแห่งนี้เท่านั้น ถือเป็นสถานที่เดียวที่ญี่ปุ่นจะสามารถทำการค้าขายแลกเปลี่ยน และรับวิทยาการวัฒนธรรมแบบตะวันตก

การเดินทาง มาเที่ยว “เกาะเดจิมะ” ก็ต้องเดินข้ามสะพาน Dejimaomotemon Bridge ที่เชื่อมต่อไปสู่เกาะ ซึ่งเมื่อผ่านประตูเข้าไปแล้ว ก็จะพบกับอาคารบ้านเรือนแบบโบราณ เหมือนได้ย้อนกลับไปสู่ยุคเอโดะ ซึ่งอาคารเหล่านี้ เมื่อก่อนเคยเป็นคลังเก็บสินค้าต่างๆ ในการค้าขายระหว่างประเทศ

อาคารของ Kapitan(หัวหน้าพ่อค้า) เป็นอาคารที่ใหญ่ที่สุดใน เกาะเดจิมะ มีรูปแบบการตกแต่งที่ผสมผสานระหว่างสไตล์ญี่ปุ่นและตะวันตก พร้อมจำลองวิถีชีวิตในยุคสมัยนั้น

เดินเล่นชมอาคารเก่าแก่ก็สวยงามคลาสสิคดีนะ มีมุมให้ถ่ายรูปเล่น และในแต่ละอาคารก็เหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อมๆ ที่มีการจัดแสดงนิทรรศการเอาไว้ภายใน เป็นแหล่งเรียนรู้ได้อย่างดีเลยครับ

 

TOSU PREMIUM OUTLET | โทซุพรีเมี่ยมเอ้าท์เล็ท

จาก จังหวัด Nagasaki เดินทางต่อไปยัง จังหวัด Oita ครับ ซึ่งระหว่างทางที่ผ่าน จังหวัด Saga ก็จะมีแวะที่ OUTLET เพื่อช้อปปิ้ง และทานอาหารกลางวันกัน

TOSU PREMIUM OUTLET แหล่งช้อปปิ้งเอ้าท์เล็ตขนาดใหญ่ใน จังหวัดซากะ ที่มีมีร้านค้าของแบรนด์ชั้นนำและแบรนด์ท้องถิ่น มากกว่า 150 ร้าน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอางค์ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยแต่ละร้านก็จะมีการจัดโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ อีกด้วย

เนื่องจากผมไม่ใช่สายช้อปปิ้งสักเท่าไรนัก แต่ก็พอมีอะไรให้เดินดูเล่นๆ อยู่บ้าง ประกอบกับอาหารมื้อเที่ยง เป็นมื้อที่หาทานได้เองตามอิสระ (เพื่อความสะดวกในการช้อปปิ้งของผู้ร่วมทัวร์) ผมก็เลยแวะเข้าศูนย์อาหารของที่นี่ซะเลย ซึ่งก็มีร้านอาหารที่น่าสนใจให้ลองชิมหลายร้านเหมือนกัน ที่ได้รับความนิยมที่สุดก็น่าจะเป็นเมนู ราเมงซุปกระดูกหมู ครับ

เจอร้าน Gindaco ทาโกะยากิ ที่เคยกินประจำตอนเที่ยวญี่ปุ่น ก็มีสาขาที่นี่ด้วย เลยต้องขอจัดสักหน่อย คิดถึง.. เมนู ทาโกะยากิ ร้อนๆ แบบนี้

เมื่อถึงเวลานัดหมาย ช้อปปิ้ง OUTLET กันเสร็จเรียบร้อย ก็เดินทางเข้าสู่ จังหวัด Oita เป็นจุดหมายต่อไป

 

Yufuin | ยูฟุอิน

เข้าสู่ช่วงบ่าย ก็เดินทางมาถึง ยูฟุอิน(Yufuin) เมืองเล็กๆ ในจังหวัด โออิตะ(Oita) เป็นอีกเมืองน่ารัก น่าเที่ยว ที่หลายคนต้องหาโอกาสมาเยือนกันสักครั้ง ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ และสิ่งปลูกสร้างที่ได้บรรยากาศกลิ่นอายของยุโรป

จุดเช็คอินน่าสนใจ ก็คือ Yufuin Floral Village หมู่บ้านบรรยากาศน่ารัก ภายในจำลองหมู่บ้านสุดคลาสสิค เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในนิยาย โดยมีถนนเส้นเล็กๆ ประดับด้วยต้นไม้ และดอกไม้ มีมุมให้ถ่ายรูปเล่นเพียบ และสองข้างทาง ก็ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก ให้ได้เลือกชม เลือกซื้อกันไป

ช่วงนี้ นักท่องเที่ยวมาเที่ยวค่อนข้างบางตา และที่ “ยูฟุอิน” เองก็คนน้อยมากเลยครับ บรรยากาศก็อาจจะดูเหงาๆ หน่อย แต่ก็สงบเงียบ และถ่ายรูปเล่นได้อย่างสะดวกดี

เดินเล่น หาของกิน ซึ่งอากาศร้อนๆ อย่างนี้ ก็ต้องหาอะไรเย็นๆ มากินคลายร้อน และ น้ำแข็งไส ก็ดูจะน่าสนใจ ขอลองสักหน่อยนะ

ถัดจาก Yufuin Floral Village เข้าไปอีกราว 300 เมตร ก็จะพบกับ Kinrin Lake ทะเลสาบวิวสวย ที่มีฉากหลังเป็นภูเขา บรรยากาศเป็นธรรมชาติ

Kinrin Lake ถูกแวดล้อมด้วยบรรดาต้นไม้มากมาย ซึ่งถ้าเป็นช่วงปลายปีในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ก็จะมีสีสันสวยงามมาก เป็นอีกจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ขึ้นชื่อของภูมิภาคคิวชูแห่งนี้ครับ

 

Ichibankan | บุฟเฟ่ต์เนื้อสไตล์ญี่ปุ่น

ก่อนที่จะเดินทางเข้าพักที่โรงแรม ทัวร์ก็จะพาแวะทานอาหารมื้อเย็นกันก่อน ซึ่งมื้อนี้เป็น แนวปิ้งย่างแบบบุฟเฟ่ต์ (ที่รวมอยู่ในค่าทัวร์แล้ว) เป็นมื้ออาหารบุฟเฟ่ต์มื้อที่สองของทริปนี้เลยครับ

มาทานที่ร้าน Ichibankan ตั้งอยู่ติดทะเล ใน เมือง Beppu จังหวัด Oita ภายในร้าน มีที่นั่งที่รองรับได้พอสมควร มีบริการเมนูแบบปิ้งย่างที่บริการตัวเอง โดยสามารถไปเลือกตักวัตถุดิบได้ตามความชอบ

เนื้อมีให้เลือก ทั้ง เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และเครื่องในส่วนต่างๆ รวมถึงผักและเครื่องเคียง พร้อมมีน้ำจิ้มให้เลือก

หลังจากตักเนื้อที่ชอบมาแล้ว ก็มาปิ้งย่างกินกัน สำหรับผมซึ่งรู้สึกหิวอยู่แล้ว ก็สามารถกินได้เรื่อยๆ เลย เป็นมื้อที่อิ่มจนจุกสุดๆ ครับ

ส่วนตัวผมชอบ เนื้อวัวสไลด์ กับ ปลาไข่ กินได้อย่างเพลินๆ ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มเย็นชื่นใจ นี่ใช่เลย!

 

KAMENOI Hotel Beppu | ที่พักเบปปุ

คืนที่ 2 มาเข้าพักที่ KAMENOI Hotel Beppu โรงแรมในเมืองเบปปุครับ เมื่อเดินทางมาถึงก็มีพนักงานมาต้อนรับอย่างดี (ซึ่งก็มีน้องพนักงานคนไทยมาทำงานที่นี่ด้วย สามารถสื่อสารได้ง่าย ต้องการความช่วยเหลืออะไรก็สอบถามได้เลยครับ)

สำหรับผู้เข้าพัก ก็จะได้รับคูปอง Welcome Drink ที่สามารถไปรับเครื่องดื่มได้ที่ ชั้น 3 ของโรงแรม มีทั้งเบียร์ และเครื่องดื่มอื่นๆ ให้เลือก

เช็คอินเรียบร้อย ก็เข้ามาดูภายใน ห้องพัก กันครับ เป็นห้องพักตามมาตรฐาน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ TV ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ และมี ชุดยูกาตะ ไว้ให้เปลี่ยนขณะที่เข้าพักที่นี่

ห้องพัก จะมี ห้องน้ำ ในตัวที่ภายในมี อ่างอาบน้ำ และอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำมาให้ครบ

เนื่องจาก เมืองเบปปุ ขึ้นชื่อเรื่อง แหล่งน้ำพุร้อน และ การแช่ออนเซ็น ที่โรงแรมแห่งนี้ ก็มีบริการให้ แช่ออนเซ็น(ที่ชั้น 3) ด้วย

มาถึง Beppu ทั้งที ผมก็ต้องขอแช่ออนเซ็นสักหน่อยนะ เปลี่ยนชุดเรียบร้อย ก็มาเตรียมแช่ฟินๆ ได้เลย ให้ความรู้สึกโล่งๆ สบายตัวดี พอแช่เสร็จก็มากดเครื่องดื่มเย็นๆ ดื่มผ่อนคลายสบายใจ

ได้มาพักที่ KAMENOI Hotel Beppu ก็รู้สึกว่า.. ได้พักร่างกายดีนะครับ เหมาะแก่การมาพักผ่อนชิลๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ และใกล้ๆ ก็มีร้านสะดวกซื้ออยู่ฝั่งตรงข้าม ดึกๆ หิว.. อยากหาอะไรเย็นๆ ดื่ม ก็เดินข้ามไปซื้อได้สบายครับ

 

DAY4 : OITA – FUKUOKA

ตื่นเช้า มาชมวิว เมืองเบปปุ จากหน้าต่างของ ห้องพัก KAMENOI Hotel Beppu สามารถมองเห็นวิวอาคารบ้านเรือน ที่รายล้อมด้วยทิวเขาเป็นฉากหลัง อากาศวันนี้แจ่มใสดีมากเลยครับ

เมื่ออาบน้ำ แต่งตัว เสร็จเรียบร้อย ก็ลงมาทาน อาหารมื้อเช้า ที่ห้องอาหารของโรงแรม เป็นไลน์บุฟเฟ่ต์ ที่สามารถเลือกทานได้ตามความชอบ

สำหรับโปรแกรมทัวร์ของวันนี้ ก็จะเที่ยวในเมือง Beppu และ ช่วงบ่าย ก็จะกลับเข้าไปยัง Fukuoka เป็นเส้นทางเที่ยวส่งท้ายของทริปนี้แล้วครับ

 

Beppu Jigoku Meguri | บ่อนรกแห่งเมืองเบปปุ

สถานที่แรกของวันนี้ มาที่ “บ่อนรก” เมือง Beppu จังหวัด Oita เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำพุร้อน และ แหล่งออนเซ็นที่ขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่น เพียงแค่เดินเข้ามาในเขตของบ่อน้ำร้อน ก็ได้รับรู้ถึงกลิ่นของแร่ธาตุแบบเต็มๆ เลยครับ

บ่อนรก(Beppu Jigoku Meguri) มีทั้งหมด 8 บ่อ เป็น บ่อน้ำพุร้อน ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งแต่ละบ่อก็จะมี ลักษณะและสีของน้ำที่แตกต่างกันไป ตามแร่ธาตุที่มีในบ่อ โดย กลุ่มของบ่อนรก 8 บ่อ จะแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซน Kannawa จำนวน 6 บ่อ (Umi Jigoku, Oniishibozu Jigoku, Shiraike Jigoku, Kamado Jigoku, Oniyama Jigoku, Yama Jigoku) และ โซน Shibaseki จำนวน 2 บ่อ(Chinoike Jigoku, Tatsumaki Jigoku)

 

ไฮไลท์ “บ่อนรก” แห่งเมืองเบปปุ

  • Umi Jigoku บ่อนรกที่มีสีของน้ำเป็นสีฟ้าสดใส ซึ่งภายในบ่อนั้น จะมีโคบอลต์เป็นส่วนประกอบ มีอุณหภูมิสูงถึง 98 องศาเซลเซียส จึงมองเห็นราวกับว่าเป็น “ทะเลเดือด” มีควันลอยอยู่บริเวณผิวน้ำตลอดเวลา

  • Chinoike Jigoku บ่อนรกที่น้ำเป็น สีแดงคล้ายเลือด ซึ่งสีของน้ำเกิดมาจากดินสีแดงและแร่ธาตุที่อยู่บริเวณบ่อน้ำ ถูกน้ำร้อนทำปฏิกิริยา จนเกิดเป็นภาพเหมือนบ่อเลือดกำลังเดือดอยู่ ดูสวยงามแปลกตาดีนะ

นอกจากนี้ ก็ยังมี ของฝาก ของที่ระลึก จาก “บ่อนรกเบปปุ” ให้เลือกซื้อหากัน ซึ่งมีสินค้าที่น่าสนใจมากมายเลยครับ

 

Mamedamachi | ย่านเมืองเก่าถนนมาเมดะมาจิ

เดินทางมากันต่อที่ ย่านถนน Mamedamachi ย่านเมืองเก่าสมัยเอโดะที่ได้ชื่อว่าเป็น Little Kyoto แห่งคิวชู

Mameda เป็นชุมชนเล็กๆ ที่อยู่ใน เมืองฮิตะ (Hita) จังหวัดโออิตะ(Oita) เป็นชุมชนเก่าแก่สมัยเอโดะ ที่ปัจจุบันถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยได้รับการอนุรักษ์อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนหรืออาคารโบราณที่สำคัญ

เมืองฮิตะ(Hita) มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน มีโอกาสมาเดินเล่นที่เมืองนี้ ได้บรรยากาศย้อนยุคดีครับ เมื่อเดินเข้ามาที่ ถนนมาเมดะมาจิ (Mamedamachi) จะพบกับ อาคารบ้านเรือนโบราณ มากมายเรียงรายทั้งสองฝั่งถนนเลยครับ ซึ่งอาคารเหล่านี้ก็จะเป็น บ้านพักอาศัย ร้านค้า ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายของที่ระลึก มีของขายมากมายให้ได้เลือกชม เลือกซื้อกัน

ที่นี่ ขึ้นชื่อเรื่อง “รองเท้าเกี๊ยะ” ที่ถือว่าเป็นสินค้าขึ้นชื่อของเมือง ซึ่งภายในเมืองก็มี “พิพิธภัณฑ์รองเท้าเกี๊ยะ” (天領日田はきもの資料館 足駄や) สถานที่ที่ได้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับรองเท้าเกี๊ยะและของโบราณ รวมถึงยังมีรองเท้าเกี๊ยะขนาดใหญ่ที่สูงกว่าคนจัดแสดงให้ชมอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ Tenryo Hita Museum, โรงกลั่นเหล้าสาเก(Kuncho) และอาคารเก่าแก่สถาปัตยกรรมสวยๆ สุดคลาสสิค ให้ถ่ายรูปเล่นอีกเพียบ

ผมชอบการได้มาเที่ยวเมืองเก่าแบบนี้ครับ ได้เห็นอาคารโบราณ ได้เดินเล่น หาของอร่อยกินตามร้านค้าต่างๆ พร้อมชมบรรยากาศแบบย้อนยุคไปด้วย ฟิลเที่ยวแบบนี้.. ที่ห่างหายไปนานเลยเนอะ

 

UKIHA INARI JINJA | ศาลเจ้าอุกิฮะอินาริ

เดินทางกลับเข้าสู่ จังหวัด Fukuoka ผ่านเมือง อุกิฮะ(Ukiha) แวะทานอาหารมื้อเที่ยงกันที่นี่ เป็นร้านที่อยู่ใน ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของเมืองอุกิฮะ ซึ่งทางทัวร์ได้เตรียมเมนู ข้าวหมูทอดทงคัตสึ เอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ได้ลองชิมหมูชิ้นโตทอดมาแบบร้อนๆ กรอบนอกนุ่มใน อร่อยดีครับ

หลังจากอิ่มกับอาหารมื้อเที่ยงแล้ว ก็มีเวลาให้พักผ่อนเล็กน้อย มานั่งชมวิวบรรยากาศของ เมือง Ukiha ในช่วงเวลาที่นาข้าวเขียวขจี มีฝนตกลงมาหน่อยๆ อากาศสดชื่นมากๆ

จากนั้น เดินทางต่อไปไม่ไกลแวะถ่ายรูปที่ ศาลเจ้าอุกิฮะอินาริ (UKIHA INARI JINJA) ศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บนเขา มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่เทพเจ้า 3 องค์ ได้แก่ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Taisha), ศาลเจ้ามัตสึโนะ (Matsunoo Taisha) และ ศาลเจ้าดาไซฟุ (Dazaifu Tenmangū)

ณ ศาลเจ้าแห่งนี้ ผู้คนนิยมจะมาสักการะขอพร ให้พืชผลทางการเกษตรมีอุดมสมบูรณ์ มีความสำเร็จในด้านการศึกษา ธุรกิจการงานที่ดี และขอให้มีสุขภาพดี อายุยืนยาว

จุดเด่น ของ ศาลเจ้าอุกิฮะอินาริ ก็คือ “เสาโทริอิ” ที่ตั้งเรียงทอดยาวไปตามบันไดทางขึ้น ซึ่งมีจำนวนถึง 91 เสาเลยทีเดียวครับ เวลาที่ขึ้นไปบนศาลเจ้าก็ต้องลอดผ่านประตูโทริอินี้ ดังนั้น เวลามองออกไปก็จะเห็นเสาโทริอิตั้งเรียงอย่างเป็นระเบียบ ประกอบกับมี วิวของเมืองอุกิฮะ ที่เป็นฉากหลังแบบพาโนรามา ก็เป็นภาพที่สวยงาม น่ามาถ่ายรูปเล่นดีนะครับ

 

Dazaifu Tenmangu Shrine | ศาลเจ้าดาไซฟุเท็นมังกุ

ช่วงบ่าย เดินทางต่อมาที่ “ศาลเจ้าดาไซฟุ” ในจังหวัด Fukuoka ศาลเจ้าเก่าแก่ ที่ผู้คนต่างมาสักการะขอพรให้สมปรารถนา

ศาลเจ้าดาไซฟุเท็นมังกุ (Dazaifu Tenmangu Shrine) เป็นศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งของญี่ปุ่น สร้างขึ้นตั้งแต่ในยุคเฮอัน ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้ จะมีชื่อเสียงในการขอพรด้านการเรียนการศึกษา จึงเป็นที่นิยมของเหล่า วัยรุ่น วัยเรียน มาขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้

ก่อนเข้าสู่ศาลเจ้า จะพบกับ “Taiko Bridge” สะพานสีแดงสดขนาดใหญ่ ทอดตัวผ่านบึงน้ำ เพื่อเข้าไปยังตัวศาลเจ้า ซึ่งตัวสะพานประกอบไปด้วย 3 สะพาน มีความหมายแสดงถึง “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” โดยมีความเชื่อกันว่า.. การข้ามสะพานนี้ จะเป็นการช่วยชำระร่างกายและจิตใจ ก่อนที่เราจะเข้าไปสู่ศาลเจ้า

และ ยังมี “นาเดอุชิ” รูปปั้นวัวที่ความเชื่อกันว่า.. ถ้าได้ลูบตรงส่วนไหนของรูปปั้นวัว จะทำให้อาการเจ็บปวดที่ร่างกายตรงส่วนนั้นเรา ทุเลาบรรเทาลงได้ อย่างเช่น ถ้ามีอาการปวดเมื่อยที่ขา ก็ลูบที่ส่วนขาของวัว เป็นต้น

มีความเชื่อที่ว่า.. ถ้าใครได้ลูบหัวรูปปั้นวัว “นาเดะอุชิ” นี้ แล้วจะหัวดี ฉลาด มีโชคในการสอบ จึงมักจะเห็นคนญี่ปุ่นที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน เด็กนักเรียน – มหาวิทยาลัย มาขอพรที่นี่กันอย่างไม่ขาดสายเลยครับ

นอกจากนี้ บริเวณหน้าศาลเจ้าก็มี ถนนคนเดินซันโด ถนนคนเดินที่ทอดยาวจาก สถานีรถไฟดาไซฟุ (Dazaifu Station) ไปยังทางเข้าหลักของศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu ซึ่งทั้งสองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะร้านขนมหวานอย่างเช่น ขนมไดฟุกุไส้ถั่วแดง โมจิมันจู และ ขนมหวานอื่นๆ มากมาย

 

CANAL CITY HAKATA / TENJIN | ช้อปปิ้งคาแนลซิตี้ฮากาตะ / ย่านเทนจิน

ปิดท้ายทริปนี้ ด้วยการช้อปปิ้งในย่าน เทนจิน(Tenjin) และ ฮากาตะ(Hakata) ในตัวเมือง ฟุกุโอกะ(Fukuoka) ครับ ซึ่งเป็นย่านที่มีสินค้าหลากหลายชนิดสำหรับซื้อกลับไปเป็นของฝาก

บรรยากาศยามเย็นริมแม่น้ำใกล้กับ CANAL CITY HAKATA มีร้าน Yatai อาหารข้างทางสไตล์ญี่ปุ่นตั้งเรียงรายเลียบริมแม่น้ำ

อาหารมื้อเย็น จะหาทานได้เองแบบอิสระ ซึ่งวันนี้.. ไหนๆ ก็ได้มาเยือน “ฟุกุโอกะ” อีกครั้ง ก็ต้องไม่พลาดมาชิมเมนู Hakata Ramen ราเมงซุปกระดูกหมูเข้มข้น แบบฉบับพื้นเมือง Hakata ครับ

ซึ่งครั้งนี้ ผมได้มาลองชิมที่ ร้านย่านใกล้สถานีเทนจิน เป็นร้านที่น่าสนใจดี และราคาก็เบาๆ (คราวก่อนเคยไปกินที่ร้าน Hakata Daruma อันนั้นก็อร่อยดีนะ..) ซึ่งบริเวณในย่านนี้ ก็มีร้าน Ramen ให้เลือกมากมายหลายร้าน กดดูใน Google Map ขึ้นมาเพียบเลย

ราเมงซุปกระดูกหมู พร้อมหมูย่างชิ้นโต รสชาติของราเมน ก็ต้องบอกว่าอร่อยกลมกล่อมจริงๆ ครับ เส้นราเมนแบบเล็กๆ แต่เหนียวนุ่ม บวกกับน้ำซุปเข้มข้นมาก ซดจนเกลี้ยงหมดชาม 55+ มาแถว Hakata ทีไรได้กินราเมนของที่นี่ ไม่ผิดหวังเลยครับ อิ่ม.. อร่อย.. ก่อนนอน..

 

Quintessa Hotel Fukuoka Tenjin Minami | ที่พักฟุกุโอกะ

ช้อปปิ้ง และ ทานอาหารเย็น เสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาเช็คอินเข้าที่พักกัน สำหรับคืนสุดท้ายของทริปนี้ ก็ได้มาเข้าพักที่โรงแรมใน เมืองฟุกุโอกะ(Fukuoka) ครับ

Quintessa Hotel Fukuoka Tenjin Minami โรงแรมน่าพักอยู่ใน เมืองฟุกุโอกะ เดินทางสะดวกอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน เป็นที่พักที่ดูใหม่และสะอาดน่าพักมากๆ

ห้องพัก บรรยากาศน่าพักผ่อนดีครับ ภายในห้องดูสะอาดดีมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ไม่ว่าจะเป็น TV ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ และมีมุมโซฟาสำหรับนั่งเล่นพักผ่อนอีกด้วย

ห้องน้ำ ภายในมี อ่างอาบน้ำ ฝักบัว และอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำไว้บริการอย่างครบครันทีเดียว ได้แช่น้ำสักหน่อย สบายตัว ก่อนนอนเลยครับ

 

DAY5 : FUKUOKA – BANGKOK

วันสุดท้ายของทริป เตรียมเดินทางไป สนามบิน กันตั้งแต่เช้า หลังจากเมื่อคืนพักผ่อนนอนหลับอย่างสบายที่ Quintessa Hotel Fukuoka Tenjin Minami โรงแรมใจกลางเมืองฟุกุโอกะ ก็เตรียมเช็คเอาท์ จัดการเก็บของ และลงมาทานอาหารเช้าที่ชั้นล่างของโรงแรม

เมนูอาหารเช้า เป็นไลน์บุฟเฟ่ต์ที่เน้น เมนูแบบเบาๆ รองท้องก่อนที่จะเดินทางกลับสนามบินครับ

 

FUKUOKA AIRPORT

จากตัวเมือง Fukuoka เดินทางมาถึง สนามบิน Fukuoka Airport ใช้เวลา 10 – 15 นาทีเท่านั้น เป็นสนามบินที่อยู่ใกล้เมืองมากๆ เดินทางได้สะดวกดี ซึ่งที่นี่ก็มีรถไฟใต้ดินมาถึงเช่นกัน

เมื่อถึงสนามบิน ก็จัดการเช็คอิน และโหลดสัมภาระ โดยจะเดินทางกลับด้วยสายการบิน Vietjet กลับสู่กรุงเทพฯ เป็นอันสิ้นสุดทริปนี้ครับ

 

สรุป

การเที่ยว “ญี่ปุ่น” กับทัวร์โปรแกรมเส้นทาง Fukuoka – Saga – Nagasaki – Oita(Beppu) แบบ 5 วัน 3 คืน

  • สถานที่ท่องเที่ยว – นักท่องเที่ยวยังน้อยอยู่ ไม่ค่อยจะเห็นชาวต่างชาติ ที่เที่ยวบางที่ที่คนนิยมไปกันอย่างหนาแน่น ก็ดูบางตา ช่วงคนน้อยๆ ถ่ายรูปได้อย่างสะดวกดี
  • อาหาร – (สำหรับโปรแกรมที่ผมไป) จะบริการในบางมื้อ โดยในบางมื้อก็จะเป็น บุฟเฟต์ชาบู และอีกวันเป็น บุฟเฟต์ปิ้งย่าง(กินได้เยอะก็คุ้มดีนะ 55) แล้วก็บางมื้อก็อาจจะปล่อยให้อิสระหาเลือกร้านอาหารเข้าไปทานเองได้
  • ที่พัก – ที่ไปพักมาถือว่าโอเคดีเลยครับ เป็นห้องมาตรฐานทุกคืน สะอาด มีสิ่งอำนวยความสะดวก อยู่ใกล้แหล่งกิน และร้านสะดวกซื้อ

 

ข้อดี

  • ไม่ต้องจัดการเรื่องยื่นวีซ่า เพราะทางทัวร์จัดการให้หมด
  • ไม่ต้องวางแผนการเดินทางเอง
  • มีรถนำเที่ยวพาไปเที่ยวในแต่ละสถานที่ ซึ่งบางที่อาจจะอยู่ไกลกัน ยิ่งหน้าร้อนแบบนี้ มีรถนำเที่ยวเปิดแอร์เย็นๆ ไปถึงแต่ละจุดเลย ก็สบายดี

 

ข้อจำกัด

  • ต้องไปเที่ยวตามโปรแกรม และตามเวลาที่กำหนด ต้องตื่นนอน 6 / ทานข้าวเช้า 7 / รถออก 8 และต้องเก็บของในการเปลี่ยนที่พักทุกคืน
  • บางทีอาจมีสถานการณ์ที่จะต้องทำเวลา ทำให้มีเวลาเที่ยวในแต่ละจุดน้อยลง หรือต้องสลับโปรแกรมกันหน้างาน

 

คำถามที่พบบ่อย

จองกับทัวร์แล้วขอแยกออกไปเที่ยวเองได้มั้ย?

  • ไม่ได้ครับ ต้องไปเที่ยวตามโปรแกรมทัวร์ และมีไกด์ดูแลตลอดการเดินทาง

ในขณะเข้าพัก รร. สามารถออกไปข้างนอกเอง ไปร้านสะดวกซื้อ 7-11 ไปร้านค้า ร้านอาหารอะไรแบบนี้ได้มั้ย?

  • ออกไปได้นะ ไปซื้อของร้านสะดวกซื้อ ร้านค้า ร้านอาหาร ที่อยู่ในย่านเดียวกัน(แต่ก็ควรแจ้งไกด์ที่ดูแลไว้ด้วยก็ดีครับ)

 

ติดตามรีวิวเที่ยว “ญี่ปุ่น” ได้ที่เพจ ไฉไลเจแปน : https://www.facebook.com/chailaijapan